Coolsculpting คือหนึ่งในหัตถการทางเลือกสำหรับคนที่อยากกำจัดไขมันเฉพาะจุดแบบไม่ต้องผ่าตัด โดยใช้ความเย็นจัดเข้าไปทำให้เซลล์ไขมันตายและถูกขับออกตามธรรมชาติ ซึ่งวันนี้เราจะชวนไปทำความรู้จักกับเทคโนโลยีนี้ให้ลึกขึ้นว่าทำงานอย่างไร ทำจุดไหนได้บ้างถึงจะคุ้มค่า พร้อมคำแนะนำในการเตรียมตัวและเช็กอาการหลังทำ เพื่อให้ตัดสินใจเลือกวิธีดูแลรูปร่างได้อย่างมั่นใจและป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
Coolsculpting คืออะไร
Coolsculpting คือหัตถการที่ช่วยลดไขมันสะสม ด้วยกระบวนการ Cryolipolysis ซึ่งใช้ความเย็นจัดในระดับอุณหภูมิติดลบ (ประมาณ – 11 องศาเซลเซียส) เพื่อทำให้เซลล์ไขมันตายลงโดยไม่ส่งผลกระทบต่อเนื้อเยื่ออื่นรอบข้าง เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาไขมันส่วนเกินที่ลดยากแม้จะควบคุมอาหารและออกกำลังกายแล้ว โดยลดการสะสมของไขมันได้ประมาณ 27% (ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล)
Coolsculpting ทำงานอย่างไร
เครื่อง Coolsculpting ทำงานโดยใช้หลักการ Cryolipolysis ซึ่งถูกพัฒนาโดยโรงพยาบาล Massachusetts และโรงเรียนการแพทย์มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ซึ่งมีที่มาจากการสังเกตปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เซลล์ไขมันมีความไวต่ออุณหภูมิต่ำมากกว่าเซลล์ชนิดอื่น ๆ ในร่างกาย โดยมีกระบวนการเบื้องต้น ดังนี้
- การดึงความร้อนออก : เริ่มต้นด้วยการดึงความร้อนออกจากเนื้อเยื่อบริเวณที่ต้องการรักษา เพื่อส่งความเย็นเข้าสู่ชั้นไขมัน
- การแปรสภาพเซลล์ไขมัน : ความเย็นจัดจะทำให้เซลล์ไขมันกลายเป็นผลึกน้ำแข็ง ซึ่งนำไปสู่การบาดเจ็บของเซลล์และการตายของเซลล์ไขมัน
- การลดไขมันตามกลไกร่างกาย : เมื่อเซลล์ไขมันตายลง ร่างกายจะเกิดกระบวนการอักเสบตามธรรมชาติเพื่อเข้ามากำจัดเซลล์ที่ตายแล้วเหล่านั้นออกไป
- ผลลัพธ์หลังทำหัตถการ : กระบวนการทั้งหมดนี้จะเสร็จสมบูรณ์ และเผยให้เห็นผลลัพธ์ภายในระยะเวลาประมาณ 3 เดือน
Coolsculpting ต่างจากการลดไขมันทั่วไปอย่างไร
ความแตกต่างสำคัญของการทำ Coolsculpting กับการลดไขมันด้วยวิธีการทั่วไป คือความสามารถในการลดจำนวนเซลล์ไขมันในบริเวณที่รับบริการได้จริง โดยผลการศึกษาพบว่าสามารถกำจัดออกได้ประมาณ 27% หลังผ่านไป 6 เดือน ในขณะที่การลดน้ำหนักแบบทั่วไปเป็นเพียงการทำให้ขนาดของเซลล์ไขมันเล็กลงแต่จำนวนเซลล์ยังคงเท่าเดิม
Coolsculpting ทำจุดไหนได้บ้าง
การทำ Coolsculpting เป็นหัตถการซึ่งช่วยปรับกระชับสัดส่วน ที่สามารถทำได้หลากหลายบริเวณทั่วร่างกาย โดยเฉพาะในจุดที่มีการสะสมของไขมันส่วนเกินซึ่งลดยากด้วยวิธีทั่วไป ด้วยหัวเครื่องที่ออกแบบมาให้เหมาะสมกับแต่ละตำแหน่ง ดังนี้
- ใต้คางและใต้ขอบกราม : ช่วยลดปัญหาคางสองชั้น และปรับโครงหน้าให้ชัดขึ้น
- หน้าท้อง : ทั้งหน้าท้องส่วนบนและส่วนล่าง เป็นจุดที่นิยมทำเพื่อการดูแลรูปร่าง
- เอวและข้างลำตัว : ช่วยสร้างส่วนเว้าส่วนโค้งของร่างกายให้สมส่วนมากขึ้น
- ต้นขา : ทำได้ทั้งต้นขาด้านในและต้นขาด้านนอก ช่วยปรับสัดส่วนส่วนล่าง
- แผ่นหลัง : บริเวณไขมันใต้แถบเสื้อชั้นในหรือไขมันบริเวณสะบัก
- ต้นแขน : ช่วยลดความหย่อนคล้อยและไขมันส่วนเกินบริเวณท้องแขน
- ก้น : ไขมันส่วนเกินบริเวณใต้แก้มก้น หรือที่เรียกว่าบานาน่าโรล
- หน้าอก (ในผู้ชาย) : ช่วยลดเนื้อนมที่เกิดจากไขมันสะสมในผู้ชาย
- นมน้อย : ลดก้อนไขมันส่วนเกินที่ปลิ้นออกมาระหว่างหน้าอกกับรักแร้
Coolsculpting มีกี่หัว ต่างกันอย่างไร
หัวของ Coolsculpting ถูกพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิดการปรับรูปทรงหัวเครื่องมือให้มีความหลากหลาย เพื่อให้สามารถเข้าถึงและแนบสนิทกับสรีระเฉพาะจุดที่มีความโค้งเว้าแตกต่างกันได้ ดังรายละเอียดต่อไปนี้
| หัว | ลักษณะของหัวเครื่อง | บริเวณที่นิยมใช้ |
|---|---|---|
| CoolMini | หัวขนาดเล็ก ออกแบบมาเพื่อพื้นที่แคบและโค้ง |
|
| CoolAdvantage Petite | ขนาดเล็กกว่ารุ่นมาตรฐาน ออกแบบมาเพื่อรับสรีระที่เล็กลง |
|
| CoolAdvantage | หัวขนาดมาตรฐานที่เห็นกันบ่อย ให้ความเย็นครอบคลุมหลายตำแหน่ง |
|
| CoolAdvantage Plus | หัวขนาดใหญ่ สำหรับพื้นที่กว้าง |
|
| CoolSmooth Pro | หัวแบนราบ ใช้การวางบนผิว |
|
Coolsculpting มีรุ่นไหนบ้าง
นอกจากเทคโนโลยี Coolsculpting รุ่นมาตรฐานที่ใช้กันอย่างแพร่หลายแล้ว ในปัจจุบันมีการพัฒนารุ่นใหม่อย่าง Coolsculpting Elite ซึ่งโดดเด่นด้วยระบบ Dual Applicators ที่สามารถทำหัตถการได้พร้อมกันถึงสองตำแหน่ง ช่วยลดระยะเวลาในการรับบริการ พร้อมการออกแบบหัวเครื่องมือใหม่ให้แนบสนิทกับส่วนเว้าโค้งของสรีระได้ดียิ่งขึ้น
ข้อดีของ Coolsculpting
Coolsculpting มีจุดเด่นสำคัญในด้านการจัดการปัญหาไขมันสะสมได้อย่างเหมาะสม โดยมอบประสบการณ์การทำหัตถการที่สะดวก ค่อนข้างรวดเร็ว และให้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจในระยะยาวด้วยข้อดีต่าง ๆ ดังนี้
- ไม่ต้องผ่าตัดและไม่ต้องใช้เข็ม
- สัดส่วนค่อย ๆ ลดลง ดูเป็นธรรมชาติ
- ช่วยกำจัดไขมันออกจากร่างกาย
- ใช้เวลาทำน้อยและไม่ต้องพักฟื้นนาน
- มีเทคโนโลยี Freeze Detect ช่วยควบคุมอุณหภูมิ
- เลือกใช้หัวให้เหมาะสมกับสรีระเฉพาะจุดได้
Coolsculpting เหมาะกับใคร
การประเมินความเหมาะสมเบื้องต้นถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้การทำ Coolsculpting บรรลุผลลัพธ์ในการปรับสัดส่วน และตอบโจทย์ความกังวลของผู้รับบริการได้ โดยผู้ที่เหมาะสมต่อการเข้ารับบริการมีรายละเอียดดังนี้
- ผู้ที่มีก้อนไขมันส่วนเกินในบริเวณต่างๆ เช่น หน้าท้อง เอว หรือต้นขา
- ผู้ที่มีดัชนีมวลกาย (BMI) อยู่ในเกณฑ์ เพราะไม่ใช่การลดน้ำหนักเพื่อรักษาโรคอ้วน
- ผู้ที่กังวลเรื่องการวางยาสลบ หรือไม่มีเวลาพักฟื้นหลังทำ Coolsculpting
- ผู้ที่ต้องการให้สัดส่วนดูเล็กลงอย่างดูเป็นธรรมชาติ ตามกลไกของร่างกาย
- ผู้ที่มีความยืดหยุ่นของผิวหนังในระดับที่ดี ช่วยให้ผิวหนังไม่หย่อนคล้อยเกินไป
Coolsculpting ไม่เหมาะกับใคร
ผู้รับบริการจำเป็นต้องตระหนักถึงข้อจำกัดทางด้านสุขภาพและเงื่อนไขทางร่างกายอย่างถี่ถ้วน เพราะถึงแม้การทำ Coolsculpting จะสามารถดูแลให้ปลอดภัยได้ แต่อาจไม่ได้เหมาะสมกับผู้รับบริการทุกคน โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีข้อจำกัดดังนี้
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับความเย็น เช่น โรคแพ้ความเย็น
- สตรีมีครรภ์หรือผู้ที่กำลังให้นมบุตร (ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้บริการ)
- ผู้ที่มีแผลสดหรือผิวหนังอักเสบ ไม่ควรมีแผล เปิด ผื่นคัน หรือการติดเชื้อ
- ผู้ที่มีภาวะไส้เลื่อน โดยเฉพาะในบริเวณที่ต้องการทำ เช่น หน้าท้อง
- ผู้ที่เพิ่งผ่านการผ่าตัดในบริเวณที่จะทำ ควรเว้นให้แผลผ่าตัดหายสนิทก่อน
- ผู้ที่มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในร่างกาย เช่น เครื่องกระตุ้นหัวใจ
- ผู้ที่มีความคาดหวังไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เช่น ใช้เพื่อลดน้ำหนัก
ผลข้างเคียงหลังทำ Coolsculpting
หลังเข้ารับบริการ Coolsculpting ผู้รับบริการอาจพบอาการข้างเคียงชั่วคราวซึ่งเป็นปฏิกิริยาที่พบได้ทั่วไปของร่างกายต่อกระบวนการใช้ความเย็นจัดจัดการกับเซลล์ไขมัน โดยสรุปอาการที่อาจเกิดขึ้นในแต่ละระยะเวลาตั้งแต่ระหว่างทำจนถึงระยะพักฟื้นเบื้องต้น ดังนี้
| ระยะเวลา | อาการที่อาจเกิดขึ้น | รายละเอียดเพิ่มเติม |
|---|---|---|
| ระหว่างทำหัตถการ | การดึง ดูด และความเย็นจัด | อาจรู้สึกตึงหรือปวดหนึบในช่วงแรก และจะค่อย ๆ รู้สึกชาผ่านไปครู่หนึ่ง |
| หลังทำทันที | บวมแดง ตึง และปวดแปลบ | ผิวหนังบริเวณที่ทำอาจเปลี่ยนสีชั่วคราวหรือมีรอยฟกช้ำ ซึ่งเป็นปฏิกิริยาปกติของเนื้อเยื่อ |
| 1-2 สัปดาห์หลังทำ | รอยช้ำ คัน และอาการชา | อาจมีความรู้สึกไวต่อสัมผัสหรือเป็นตะคริว โดยอาการชาอาจคงอยู่ได้นานหลายสัปดาห์ |
ก่อนทำ Coolsculpting เตรียมตัวอย่างไร
เพื่อให้ผู้รับบริการได้รับประสบการณ์ในการทำ Coolsculpting ที่ดีและป้องกันผลข้างเคียงรุนแรง ควรปฏิบัติตามแนวทางการเตรียมตัว และข้อควรปฏิบัติเบื้องต้นก่อนเข้ารับบริการ ดังรายละเอียดต่อไปนี้
- แจ้งประวัติสุขภาพอย่างละเอียด โดยเฉพาะประวัติการแพ้ความเย็น หรือการผ่าตัด
- ปรึกษาและประเมินสรีระกับผู้ให้บริการ เพื่อวางแผนและเลือกหัวให้เหมาะสม
- เข้ารับบริการในวันที่ร่างกายปกติ ไม่มีไข้ หรือไม่มีอาการอักเสบของผิวหนัง
- แนะนำให้ใส่ชุดที่หลวมสบาย เพื่อความสะดวกในการติดหัวเครื่องมือ
- ไม่จำเป็นต้องงดน้ำหรืออาหาร แต่ควรหลีกเลี่ยงมื้อหนักที่ทำให้แน่นท้อง
- เตรียมความพร้อมด้านเวลา เผื่อเวลาสำหรับการนวดหลังทำ Coolsculpting
การดูแลตัวเองหลังทำ Coolsculpting
หลังเข้ารับบริการ Coolsculpting ผู้รับบริการอาจพบอาการข้างเคียงชั่วคราวได้ จึงควรให้ความสำคัญกับการดูแลตนเองอย่างถูกวิธีเพื่อส่งเสริมการฟื้นฟูของเนื้อเยื่อ รวมถึงหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นต่าง ๆ เพื่อป้องกันการสะสมใหม่ของเซลล์ไขมัน ดังนี้
- นวดกระตุ้นบริเวณที่ทำ : นวดคลึงเบา ๆ ตามคำแนะนำของผู้ให้บริการในช่วง 2-3 วันแรก เพื่อช่วยให้ร่างกายกำจัดเซลล์ไขมันได้ดีขึ้น
- ดื่มน้ำสะอาดในปริมาณมาก : ดื่มน้ำวันละประมาณ 2-3 ลิตร เพื่อกระตุ้นระบบขับถ่ายและสนับสนุนกลไกการขับเซลล์ไขมันตามธรรมชาติ
- รักษาสมดุลอาหารและออกกำลังกาย : ควบคุมอาหารและเคลื่อนไหวร่างกายสม่ำเสมอ เพื่อคงผลลัพธ์ของสัดส่วนหลังทำ Coolsculpting
- สวมเสื้อผ้าที่ยืดหยุ่นสบาย : หลีกเลี่ยงชุดที่รัดแน่นเกินไปในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก เพื่อลดการเสียดสีและการระคายเคืองผิว
- เลี่ยงกิจกรรมความร้อนสูง : งดการเข้าซาวน่าหรืออาบน้ำอุ่นจัดในช่วง 1-2 วันแรก หากยังมีอาการบวมแดงหรือระคายเคืองผิว
- ติดตามผลตามนัดหมาย : เข้ารับการประเมินสัดส่วนกับผู้ให้บริการตามกำหนด เพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงของรูปร่างอย่างเหมาะสม
Coolsculpting ราคาเท่าไหร่
การทำ Coolsculpting มีราคาโดยประมาณที่ 8,000 ถึง 10,000 บาทต่อตำแหน่ง (Cycle) ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรุ่นของนวัตกรรมและปริมาณไขมันสะสมในบริเวณที่รับบริการ แนะนำให้รับการประเมินสรีระโดยผู้ให้บริการเพื่อวางแผนจำนวนจุดที่เหมาะสม ซึ่งจะช่วยให้ทราบค่าใช้จ่ายที่ชัดเจนและสอดคล้องกับผลลัพธ์ที่คาดหวังของแต่ละบุคคล
หมายเหตุ : ข้อมูลราคาดังกล่าวเป็นเพียงการประมาณการเบื้องต้น ไม่ใช่ราคาจริงของทางคลินิก แนะนำให้ปรึกษาเจ้าหน้าที่ เพื่อประเมินและเช็กราคาที่แน่นอนก่อนเข้ารับบริการ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Coolsculpting
Coolsculpting ได้ผลจริงไหม
สามารถลดจำนวนเซลล์ไขมันในบริเวณที่รับบริการได้จริงด้วยเทคโนโลยีความเย็นจัด ด้วยกระบวนการ Cryolipolysis ทำให้เซลล์ไขมันถูกแช่เป็นผลึกน้ำแข็ง ทำให้ไขมันตาย และถูกขับออกจากร่างกาย
Coolsculpting ต้องทํากี่ครั้ง
โดยทั่วไปจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่การใช้บริการครั้งแรก ทั้งนี้จำนวนครั้งที่เหมาะสมจะขึ้นอยู่กับการประเมินปริมาณไขมันสะสมและเป้าหมายของแต่ละบุคคล
Coolsculpting ใช้เวลากี่วันถึงจะเห็นผล
ร่างกายจะเริ่มกระบวนการขับเซลล์ไขมันที่ตายแล้วออกตามธรรมชาติ โดยจะเริ่มสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงเบื้องต้นได้ในช่วงประมาณ 3-4 สัปดาห์ และเห็นผลเต็มที่ประมาณ 3 เดือน
Coolsculpting หน้าท้อง กี่หนีบ
จำนวนหัวเครื่องมือ (Cycle) ที่ใช้สำหรับบริเวณหน้าท้องจะแตกต่างกันไปตามสรีระและพื้นที่ของชั้นไขมัน ซึ่งโดยเฉลี่ยจะเริ่มต้นที่ประมาณ 2-4 ตำแหน่งขึ้นไป
ทำ Coolsculpting เหนียงได้ไหม
สามารถทำได้โดยใช้หัวเครื่องมือรุ่น CoolMini ที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับพื้นที่ขนาดเล็ก เพื่อช่วยปรับกรอบหน้าและลดการสะสมของไขมันบริเวณใต้คางได้
Coolsculpting ลดไขมันช่องท้องได้ไหม
Coolsculpting ถูกออกแบบมาเพื่อจัดการกับไขมันสะสมในชั้นใต้ผิวหนังเท่านั้น จึงไม่สามารถลดไขมันที่เกาะอยู่ตามอวัยวะภายในหรือไขมันช่องท้องได้
สรุป
Coolsculpting เป็นหัตถการที่มีประสิทธิภาพในการลดไขมันส่วนเกิน ด้วยหลักการ Cryolipolysis เทคโนโลยีความเย็นที่ติดลบประมาณ – 11 องศาเซลเซียส ซึ่งช่วยกำจัดไขมันให้ตายลงและขับออกจากร่างกาย โดยไม่ต้องผ่าตัด เหมาะสำหรับการปรับกระชับสัดส่วนเฉพาะจุดที่ลดยาก เช่น หน้าท้อง เอว ต้นขา และเหนียง ด้วยหัวเครื่องมือที่หลากหลาย ออกแบบมาให้แนบสนิทกับสรีระแต่ละส่วน พร้อมให้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติและไม่ต้องพักฟื้นนาน
อ้างอิงข้อมูลจาก
www.coolsculpting.co.th/th/


