Ultraformer III เป็นเทคโนโลยียกกระชับผิวที่ช่วยแก้ปัญหาใบหน้าหย่อนคล้อยและกรอบหน้าไม่ชัด สำหรับผู้ที่ต้องการปรับรูปหน้าให้ดูเรียวขึ้นโดยไม่ต้องผ่าตัดหรือพักฟื้นนาน บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจข้อดี ข้อจำกัด และความเหมาะสมของการรักษาด้วย Ultraformer III เพื่อช่วยให้ตัดสินใจเลือกการดูแลผิวได้ตรงกับปัญหาของตัวเองมากที่สุด
Ultraformer III คืออะไร
Ultraformer III คือ เครื่องมือยกกระชับผิวหน้าและกระชับสัดส่วนที่ใช้เทคโนโลยีคลื่นเสียงความถี่สูงแบบเฉพาะเจาะจงที่เรียกว่า MMFU (Micro & Macro Focused Ultrasound) ช่วยแก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อยให้กลับมาตึงกระชับและดูอ่อนเยาว์โดยไม่ต้องผ่าตัด
Ultraformer III มีหลักการทำงานอย่างไร
หลักการทำงานของ Ultraformer III คือการปล่อยพลังงานคลื่นเสียงความถี่สูงที่มีความเข้มข้นสูงลงลึกสู่ใต้ชั้นผิวอย่างจำเพาะเจาะจง หรือที่เรียกว่าเทคโนโลยี MMFU (Micro & Macro Focused Ultrasound) ได้แก่
- ระดับ Micro Focused : ส่งพลังงานลงลึกถึงชั้น SMAS ทำให้เกิดการหดตัวของเนื้อเยื่อเพื่อยกกระชับผิวที่หย่อนคล้อย
- ระดับ Macro Focused : ส่งพลังงานที่มีความเข้มข้นกว่า 8 เท่าลงสู่ชั้นไขมัน เพื่อช่วยสลายเซลล์ไขมันส่วนเกิน
- การฟื้นฟูผิว : จุดความร้อนเล็ก ๆ จะกระตุ้นการซ่อมแซมตัวเองของร่างกาย ทำให้ผิวเรียบตึงและยืดหยุ่นขึ้น
เครื่อง Ultraformer III มีกี่หัว
เครื่อง Ultraformer III มีหัวยิงหลากหลายรูปแบบเพื่อส่งพลังงานลงลึกได้ทุกชั้นผิว โดยหัวยิงสำหรับการดูแลผิวหน้านั้นมีทั้งหมด 4 หัวหลักที่มีคุณสมบัติแตกต่างกัน ดังนี้
- หัวยิง 1.5 mm : เน้นลดริ้วรอยระดับตื้น ช่วยกระชับรูขุมขน และปรับสภาพผิวชั้นบนให้เรียบเนียน
- หัวยิง 2.0 mm : หัวยิงดีไซน์พิเศษที่เล็กและเรียวบาง ออกแบบมาเพื่อยกกระชับผิวบริเวณรอบดวงตาและมุมปากโดยเฉพาะ
- หัวยิง 3.0 mm : ส่งพลังงานลงลึกถึงชั้นไขมันช่วยกระชับผิวหน้า ลดความหย่อนคล้อย และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน
- หัวยิง 4.5 mm : ยิงลึกถึงชั้น SMAS ซึ่งเป็นชั้นเดียวกับการผ่าตัดดึงหน้า เพื่อยกกระชับกรอบหน้าและแก้ม
Ultraformer III ช่วยเรื่องอะไรบ้าง
Ultraformer III ช่วยปรับรูปหน้าและฟื้นฟูสภาพผิวด้วยพลังงาน MMFU ซึ่งสามารถส่งผ่านความร้อนลงลึกได้หลายระดับเพื่อแก้ไขปัญหาผิว ดังนี้
- ยกกระชับผิวหน้า : แก้ปัญหาแก้มห้อย ผิวหย่อนคล้อย และช่วยให้กรอบหน้าชัดเจนขึ้น
- ลดริ้วรอย : ช่วยเติมเต็มร่องลึกบริเวณร่องแก้ม หางตา และริ้วรอยบนหน้าผากให้ดูตื้นขึ้น
- สลายไขมันใต้คาง : กำจัดเหนียงส่วนเกินและกระชับผิวบริเวณใต้ลำคอให้เรียบเนียน
- ยกคิ้วและหางตา : ช่วยแก้ปัญหาหนังตาตกและยกกระชับผิวบริเวณรอบดวงตาให้ดูสดใส
- กระชับรูขุมขน : กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ ทำให้ผิวละเอียดและรูขุมขนดูเล็กลง
- กระชับสัดส่วนร่างกาย : สามารถใช้ลดไขมันและกระชับผิวบริเวณต้นแขน หน้าท้อง หรือต้นขาได้
Ultraformer III มีข้อดีอะไรบ้าง
เทคโนโลยีการยกกระชับผิว ด้วยพลังงานคลื่นเสียงความถี่ที่มีความเฉพาะเจาะจง ช่วยฟื้นฟูผิวให้กลับมาเต่งตึงและเรียบเนียนอย่างเป็นธรรมชาติ โดยมีข้อดีที่น่าสนใจดังนี้
- ยกกระชับผิวหน้าและลำคอ : ช่วยแก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อยและลดริ้วรอยได้
- ลดไขมันส่วนเกิน : สามารถทำลายเซลล์ไขมันสะสมบริเวณแก้ม เหนียง และสัดส่วนตามร่างกาย
- กระตุ้นคอลลาเจน : พลังงานลงลึกถึงชั้น SMAS ช่วยให้ผิวแน่นและยืดหยุ่นขึ้นในระยะยาว
- ไม่ต้องผ่าตัด : เป็นเทคโนโลยีที่ไม่ต้องใช้เข็ม ไม่ต้องพักฟื้น และไม่มีบาดแผลหลังทำ
- เห็นผลชัดเจน : เริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงได้หลังทำ และจะชัดเจนยิ่งขึ้นภายใน 1-3 เดือน
Ultraformer III มีข้อจำกัดอะไรบ้าง
แม้ว่า Ultraformer III จะเป็นเทคโนโลยียกกระชับที่ได้รับความนิยม แต่ก็มีข้อจำกัดบางประการที่ควรทราบก่อนตัดสินใจทำ เพื่อประเมินความเหมาะสมกับสภาพผิวและปัญหาของแต่ละคน ดังนี้
- ไม่เหมาะกับผู้ที่มีผิวหย่อนคล้อยมากเกินไป : อายุมากหรือผิวเสียความยืดหยุ่นสูงอาจเห็นผลไม่ชัดเจนเท่าการศัลยกรรม
- ต้องทำซ้ำสม่ำเสมอ : ผลลัพธ์ไม่ได้อยู่ถาวร โดยทั่วไปจะคงอยู่ได้ประมาณ 6-12 เดือน
- ความรู้สึกขณะทำ : อาจรู้สึกปวดหน่วงใต้ผิวหนัง ในบริเวณที่มีกระดูกชัดเจน เช่น กราม หรือหน้าผาก
- ข้อห้ามเฉพาะบุคคล : ไม่แนะนำสำหรับผู้ที่มีแผลสด ติดเชื้อบนใบหน้า หรือผู้ที่ใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ (Pacemaker)
- การเห็นผลลัพธ์ : ไม่ได้เห็นผลลัพธ์ทันทีหลังทำ แต่ต้องรอการสร้างคอลลาเจนใหม่ใน 1-3 เดือน
Ultraformer III เหมาะกับใคร
เทคโนโลยีการยกกระชับ ที่ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการดูแลผิวพรรณและปรับรูปหน้า โดยไม่ต้องพึ่งพาการผ่าตัดศัลยกรรม ดังนี้
- ผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อย : เหมาะสำหรับคนที่มีแก้มห้อย หนังตาตก หรือกรอบหน้าไม่ชัดเจน
- ผู้ที่ต้องการลดเหนียง : ช่วยกำจัดไขมันสะสมใต้คางและยกกระชับผิวบริเวณลำคอให้ตึงกระชับ
- ผู้ที่มีริ้วรอยร่องลึก : ช่วยเติมร่องแก้ม ร่องมุมปาก และริ้วรอยรอบดวงตาให้ดูจางลง
- ผู้ที่กลัวเข็มหรือการผ่าตัด : ตอบโจทย์คนที่ต้องการยกหน้าแต่ไม่ต้องการมีบาดแผลหรือพักฟื้น
- ผู้ที่ต้องการปรับรูปหน้า V-Shape : ช่วยให้กรอบหน้าคมชัดและผิวหน้าเรียบเนียนดูอ่อนเยาว์
- ผู้ที่ต้องการดูแลเชิงป้องกัน : เหมาะกับคนวัย 25 ปีขึ้นไป ที่เริ่มสูญเสียคอลลาเจน
Ultraformer III ทำบริเวณไหนได้บ้าง
Ultraformer III มีหัวส่งพลังงานหลายระดับ ที่สามารถเลือกใช้ให้เหมาะสมกับปัญหาผิวในแต่ละจุด ได้อย่างครอบคลุมทั้งใบหน้าและลำตัว โดยบริเวณที่นิยมทำ มีดังนี้
- ใบหน้าและแก้ม : ยกกระชับผิวและปรับกรอบหน้าให้ชัด
- รอบดวงตา : ช่วยยกคิ้วและลดริ้วรอยเล็กๆ รอบดวงตา
- ใต้คางและเหนียง : สลายไขมันส่วนเกินและกระชับผิวใต้คาง
- ลำคอ : ลดริ้วรอยเหี่ยวย่นและแก้ปัญหาผิวคอหย่อนคล้อย
- หน้าท้องและเอว : กระชับสัดส่วนให้เฟิร์มและเรียบเนียนขึ้น
- ต้นแขนและต้นขา : ลดความหย่อนคล้อยเฉพาะจุดให้ผิวตึงกระชับ
Ultraformer III vs Thermage และ Oligio ต่างกันยังไง
การเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสม ขึ้นอยู่กับปัญหาผิวเฉพาะบุคคล เนื่องจากแต่ละเครื่องมีกลไกการทำงานและความโดดเด่นที่แตกต่างกัน ดังนี้
- Ultraformer III : ใช้คลื่นอัลตราซาวด์ (MMFU) เน้นการยกกระชับชั้นกล้ามเนื้อ (SMAS) เพื่อปรับกรอบหน้าและยกคิ้ว
- Thermage : ใช้คลื่นวิทยุ (RF) เน้นการกระชับผิวชั้นหนังแท้ ช่วยให้ผิวแน่น สลายไขมันแก้ม และแก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อย
- Oligio : ใช้คลื่นวิทยุ (RF) เช่นเดียวกับ Thermage แต่โดดเด่นเรื่องการกระตุ้นคอลลาเจน งานผิวละเอียด และมีความเจ็บน้อยกว่า
- ระดับความลึก : Ultraformer III ลงลึกถึงชั้นกล้ามเนื้อ ส่วน Thermage และ Oligio เน้นการส่งความร้อนครอบคลุมชั้นผิวหนัง
- ผลลัพธ์ที่ได้ : Ultraformer III เน้นการยก ส่วน Thermage และ Oligio เน้นการตึงกระชับ
Ultraformer III ควรทำกี่ช็อต
จำนวนช็อตที่เหมาะสมในการทำ แต่ละครั้งจะขึ้นอยู่กับปัญหาผิวและความกว้าง ของบริเวณที่ต้องการยกกระชับเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจน ดังนี้
- บริเวณรอบดวงตาและคิ้ว : ประมาณ 100-200 ช็อต เพื่อยกหางตาและลดริ้วรอยเล็กๆ
- บริเวณแก้มทั้งสองข้าง : ประมาณ 300-400 ช็อต เพื่อยกกระชับความหย่อนคล้อยและปรับรูปหน้า
- บริเวณเหนียงและใต้คาง : ประมาณ 100-200 ช็อต เพื่อสลายไขมันสะสมและกระชับผิวใต้ลำคอ
- ทั่วใบหน้าและกรอบหน้า : ประมาณ 600 ช็อตขึ้นไปตามความเหมาะสม
- บริเวณลำคอ : ประมาณ 200-300 ช็อต เพื่อลดร่องรอยเหี่ยวย่นและกระชับผิวลำคอ
- บริเวณร่างกาย : ประมาณ 500-1,000 ช็อตขึ้นไป เช่น ต้นแขนหรือหน้าท้อง
ก่อนทำ Ultraformer III เตรียมตัวอย่างไร
การเตรียมผิวให้พร้อมก่อนเข้ารับบริการ จะช่วยให้เครื่องสามารถส่งพลังงานลงสู่ชั้นผิว ได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดโอกาสระคายเคือง ดังนี้
- ปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินสภาพผิวและแจ้งประวัติการทำหัตถการอื่น ๆ
- งดการทำเลเซอร์หรือทรีตเมนต์หน้าประมาณ 1-2 สัปดาห์ก่อนทำ
- หลีกเลี่ยงการออกแดดจัดหรือกิจกรรมที่ทำให้ผิวไหม้แดด
- งดใช้ผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิวหรือครีมที่มีส่วนผสมของ AHA BHA
- พักผ่อนให้เพียงพอและดื่มน้ำมากๆ เพื่อให้ผิวชุ่มชื้นพร้อมรับพลังงาน
- หากมีโรคประจำตัวหรือแพ้ยา ควรแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนเริ่มขั้นตอนเสมอ
ขั้นตอนการทำ Ultraformer III
การทำ Ultraformer III มีขั้นตอนที่เป็นระบบ เพื่อการดูแลให้ปลอดภัยและเพื่อให้ได้ผลลัพธ์การยกกระชับที่ชัดเจนสำหรับผู้เข้ารับบริการทุกคน ได้แก่
- ปรึกษาแพทย์ : แพทย์จะทำการประเมินสภาพผิว ปริมาณไขมัน และจำนวนช็อตที่เหมาะสม
- ทำความสะอาดผิว : เจ้าหน้าที่จะทำความสะอาดใบหน้าเพื่อขจัดเครื่องสำอางและสิ่งสกปรกออก
- แปะยาชา : ทายาชาทิ้งไว้ประมาณ 30-45 นาที เพื่อช่วยลดความรู้สึกเจ็บและปวดหน่วงขณะทำ
- ทาเจลเย็น : ทาเจลเย็นนำคลื่นลงบนผิว เพื่อช่วยส่งผ่านพลังงานและถนอมผิวชั้นบน
- เริ่มทำการรักษา : แพทย์จะใช้หัวยิงพลังงานลงลึกตามชั้นผิวที่วางแผนไว้ โดยใช้เวลาประมาณ 30-60 นาที
- บำรุงผิวหลังทำ : เช็ดทำความสะอาดเจลออก พร้อมทาครีมบำรุงและครีมกันแดดเพื่อปกป้องผิวทันที
หลังทำ Ultraformer III ควรดูแลอย่างไร
การดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีภายหลังการทำ จะช่วยส่งเสริมผลลัพธ์การยกกระชับให้ชัดเจนและอยู่ได้นานยิ่งขึ้น รวมถึงช่วยปลอบประโลมผิวให้ฟื้นฟูได้ไว ดังนี้
- ทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไปเป็นประจำเพื่อปกป้องผิว
- หลีกเลี่ยงแสงแดดจัดหรือกิจกรรมที่เจอความร้อนสูงในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก
- เน้นบำรุงผิวด้วยมอยส์เจอไรเซอร์เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้ชั้นผิว
- งดการสครับผิวหรือการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีกรดผลัดเซลล์ผิวในช่วงสัปดาห์แรก
- สามารถแต่งหน้าและทำความสะอาดผิวหน้าได้ตามปกติโดยไม่ต้องพักฟื้น
- ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอเพื่อช่วยให้กระบวนการสร้างคอลลาเจนทำงานได้ดีขึ้น
Ultraformer III อยู่ได้นานไหม
ผลลัพธ์ของการทำ Ultraformer III โดยทั่วไปจะคงอยู่ได้นานประมาณ 6 เดือน ถึง 1 ปี ต่อการทำหนึ่งครั้ง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพผิวเดิม วัย และการดูแลตัวเองของแต่ละบุคคล หากต้องการรักษาความตึงกระชับให้ต่อเนื่อง แพทย์มักแนะนำให้กลับมาทำซ้ำทุก 6 เดือนเพื่อกระตุ้นคอลลาเจนอย่างสม่ำเสมอ
Ultraformer III ราคาเท่าไหร่
ราคาของการทำ Ultraformer III จะแตกต่างกันไปตาม จำนวนช็อตที่ใช้และบริเวณที่ต้องการเน้นเป็นพิเศษเพื่อให้ครอบคลุมปัญหาผิวของแต่ละบุคคล ดังนี้
- 100 ช็อต : ประมาณ 2,400-4,000 บาท
- 300 ช็อต : ประมาณ 7,500-12,000 บาท
- 500-600 ช็อต : ประมาณ 14,000-20,000 บาท
- 800-1,000 ช็อต : ประมาณ 25,000-30,000 บาท
*ราคาสามารถแตกต่างกันได้ตามจำนวนช็อต พื้นที่ที่ทำ โปรโมชั่น และประสบการณ์ของแพทย์ ควรสอบถามรายละเอียดและประเมินผิวกับคลินิกทุกครั้งก่อนตัดสินใจเข้ารับบริการ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Ultraformer III
Ultraformer III เห็นผลทันทีเลยหรือไม่
จะเห็นการเปลี่ยนแปลงเรื่องความยกกระชับทันทีหลังทำประมาณ 10-30% และจะเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนที่สุดในช่วง 2-3 เดือนหลังทำ
Ultraformer III ทำร่วมกับโบท็อกซ์หรือฟิลเลอร์ได้ไหม
สามารถทำร่วมกันได้ แต่แนะนำให้ทำ Ultraformer III ก่อน หรือหากฉีดมาแล้วควรเว้นระยะห่างประมาณ 2-4 สัปดาห์ เพื่อให้ตัวยาเซ็ตตัวก่อน
Ultraformer III ผู้ชายทำได้หรือไม่
ทำได้แน่นอนและเป็นที่นิยมมากในกลุ่มผู้ชาย เพราะช่วยปรับกรอบหน้าให้คมชัด ลดเหนียง โดยที่ยังดูเป็นธรรมชาติและไม่ต้องทำศัลยกรรม
ทำ Ultraformer III มีผลข้างเคียงอะไรที่ต้องกังวลไหม
ผลข้างเคียงพบน้อยมาก อาจมีอาการบวมเล็กน้อยหรือระบมใต้ผิวประมาณ 1-2 สัปดาห์ ซึ่งเป็นอาการปกติที่จะหายไปเองและไม่เป็นอันตราย
Ultraformer III ทำแล้วเจ็บไหม
ระหว่างทำจะรู้สึกอุ่น ๆ และจี๊ด ๆ ใต้ผิวหนังบ้างเล็กน้อย เป็นระดับที่ทนได้ ซึ่งปกติจะมีการแปะยาชาก่อนเริ่มทำเพื่อช่วยให้รู้สึกสบายผิวมากขึ้น
สรุป
Ultraformer III เป็นทางเลือกที่ดี สำหรับผู้ที่ต้องการยกกระชับผิวและปรับรูปหน้าให้เรียว โดยไม่ต้องพึ่งพาการศัลยกรรม ด้วยประสิทธิภาพในการส่งพลังงานลงลึกถึงชั้น SMAS จึงช่วยแก้ปัญหาความหย่อนคล้อยและลดไขมันส่วนเกินได้อย่างถูกจุด เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องพักฟื้น และคุ้มค่าเมื่อเทียบกับผลลัพธ์ในการกระตุ้นคอลลาเจนระยะยาว


